วิธีวัดความดันโลหิตที่ถูกต้อง
เพื่อให้ได้ค่าความดันโลหิตที่ตรงตามความเป็นจริงมากที่สุด
การวัดความดันโลหิตมี 2
วิธีคือการวัดความดันโลหิตโดยตรงจากหลอดเลือดแดง((Invasive Blood Pressure
หรือ IBP) กับการวัดความดันโลหิตทางอ้อม
(Non-invasive Blood Pressure หรือ NIBP) ซึ่งวิธีวัดความดันเลือดจากหลอดเลือดแดงโดยตรงนั้นเหมาะกับผู้ป่วยวิกฤติที่มีความดันเลือดต่ำมากอยู่ในภาวะช็อคไม่สามารถวัดความดันเลือดโดยวิธีวัดความดันโลหิตทางอ้อม(NIBP) ได้ ดังนั้นในที่นี่จะขอพูดถึงเฉพาะวิธีวัดความดันโลหิตแบบทางอ้อมโดยเครื่องวัดความดันโลหิตแบบอัตโนมัติ (Automatic blood pressure measurement) ที่ทำได้สะดวกกว่า
(Non-invasive Blood Pressure หรือ NIBP) ซึ่งวิธีวัดความดันเลือดจากหลอดเลือดแดงโดยตรงนั้นเหมาะกับผู้ป่วยวิกฤติที่มีความดันเลือดต่ำมากอยู่ในภาวะช็อคไม่สามารถวัดความดันเลือดโดยวิธีวัดความดันโลหิตทางอ้อม(NIBP) ได้ ดังนั้นในที่นี่จะขอพูดถึงเฉพาะวิธีวัดความดันโลหิตแบบทางอ้อมโดยเครื่องวัดความดันโลหิตแบบอัตโนมัติ (Automatic blood pressure measurement) ที่ทำได้สะดวกกว่า
ค่าความดันโลหิตที่วัดได้จะถูกต้องเพียงใดขึ้นอยู่กับ
- ปัจจัยด้านผู้ป่วย ว่าผู้ป่วยมีการเตรียมตัวมาพร้อมหรือไม่ เช่น ก่อนการวัดความดันโลหิตผู้ป่วยควรนั่งพักประมาณ 5-10 นาทีเพราะการวัดความดันโลหิตขณะที่กำลังเหนื่อย ตื่นเต้น เครียด ตกใจ จะทำให้ผลการวัดไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ก่อนการวัดความดันโลหิตผู้ป่วยมีการดื่มชา กาแฟ สูบบุหรี่หรือกินยาบางชนิดมาหรือไม่เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลทำให้ผลการวัดความดันโลหิตไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงได้เช่นกัน
- ปัจจัยทางด้านเครื่องมือ เครื่องมือที่ใช้วัดความดันโลหิตเป็นแบบใด เป็นเครื่องวัดความดันโลหิตชนิดปรอท(Sphygmomanometer) หรือเป็นเครื่องวัดความดันโลหิตแบบอัตโนมัติ (Automatic blood pressure measurement) เครื่องวัดความดันโลหิตจะต้องผ่านการตรวจเช็คมาตรฐานมาแล้ว อีกทั้งขนาดของผ้าพันแขน (Arm cuff) เหมาะสมกับแขนของผู้ป่วยหรือไม่โดยปกติส่วนที่เป็นถุงลมยางของผ้าพันแขนจะต้องสามารถคลุมรอบแขนของผู้ป่วยได้ 80 %
- ปัจจัยทางด้านการวัดและวิธีการวัด เช่นผู้วัดความดันโลหิตได้รับการฝึกอบรมการใช้เครื่องวัดมาอย่างถูกต้องหรือไม่ การพัน Arm cuff แน่นหรือหลวมเกินไปหรือไม่ ถ้าเป็นเครื่องวัดความดันโลหิตชนิดปรอทผู้วัดลดระดับปรอทเร็วเกินไปและการฟังเสียงถูกต้องหรือไม่ การวัดความดันโลหิต 2 ครั้งย่อมได้ผลที่ถูกต้องมากกว่าการวัดเพียงครั้งเดียว อีกทั้งความตั้งใจของผู้ทำการวัดความดันโลหิตก็มีผลต่อความถูกต้องของค่าความดันโลหิตเช่นกัน
วิธีอ่านค่าเครื่องวัดความดัน ผลจากเครื่องวัดความดันจะได้ตัวเลขออกมา 3 ค่าเช่น 1. SYS = 118 mmHg 2. DIA = 79 mmHg และ 3. PUL = 75 bpm อธิบายได้ว่า 1. SYS คือค่าความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัวมีค่าเท่ากับ 118 มม.ปรอท 2. DIA คือค่าความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัวมีค่าเท่ากับ 79 มม.ปรอทและ 3. PUL คืออัตราการเต้นของหัวใจมีค่าเท่ากับ 75 ครั้ง/นาที สรุปได้ว่าวัดค่าความดันโลหิตได้เท่ากับ 118/79 มม.ปรอท เมื่อเทียบกับค่าความดันปกติ(<120/80 มม.ปรอท) นั่นคือความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติแต่ก็ควรวัดความดันโลหิตเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง แต่หากค่าความดันโลหิตที่วัดออกมาได้สูงกว่าค่าความดันปกติก็หมายความว่าผู้ป่วยมีโอกาสที่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูงแต่การที่จะยืนยันว่าผู้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงจริงต้องมีวิธีการวัดความดันโลหิตที่ถูกต้องซึ่งอาจต้องทำการวัดอย่างน้อย 3 ครั้งโดยแต่ละครั้งต้องเว้นช่วงห่างกันประมาณ 1-2 สัปดาห์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีระดับความดันโลหิตสูงไม่มากและไม่พบเห็นความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ ที่ถูกทำลายจากโรคความดันโลหิตสูง
ความสำคัญของการวัดความดันโลหิตที่ถูกต้องแม่นยำ (Accurate Measurement) หากการวัดความดันโลหิตมีข้อผิดพลาดซึ่งอาจจะเกิดจากหลายๆ ปัจจัยที่ทำให้ค่าความดันโลหิตที่ได้มีความคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง ความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นทั้งที่สูงไปหรือต่ำไปแม้เพียง 5 มม.ปรอทก็ทำให้เกิดความเสียหายได้เช่น ถ้าการวัดค่าความดันโลหิต Diastolic blood pressure (ค่าความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว) ต่ำกว่าความเป็นจริง 5 มม.ปรอทจะทำให้มีผู้ป่วยที่ถูกละเลยการรักษาและป้องกันภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูงโดยไม่สมควร ในขณะที่ค่าความคลาดเคลื่อนของความดันโลหิต Diastolic blood pressure ที่สูงกว่าความเป็นจริง 5 มม.ปรอท จะทำให้เกิดการรักษาคนปกติที่ไม่ได้เป็นโรคความดันโลหิตสูงโดยไม่จำเป็น ดังนั้นเพื่อให้ได้ค่าความดันโลหิตที่ถูกต้องตามความเป็นจริงการวัดความดันโลหิตจึงควรใช้เครื่องวัดความดันโลหิตที่ได้มาตรฐานและทำการวัดโดยเจ้าหน้าที่หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีแล้วเท่านั้น
credit : http://bpcontrol120-80.com/
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น